สาเหตุที่โฆษณาบน facebook แล้วไม่มีลูกค้า

การลงโฆษณาบน facebook คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหลายคน หากแต่ลงโฆษณาอย่างไรให้มีลูกค้านั้นกลายเป็นคำถามยอดฮิตไปซะแล้วสำหรับคนขายของออนไลน์ ทุกวันนี้มีหลายร้านค้าที่ลงทุนซื้อโฆษณากับ facebook แต่ทว่า กำไรที่ได้กลับมาจากลูกค้าที่สนใจสินค้าจากโฆษณาของเรานั้นกลับมีน้อยเหลือเกิน วันนี้เราจึงขอสรุปสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้โฆษณาแต่ละแคมเปญที่เราลงทุนไป ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

1. เจาะกลุ่มเป้าหมาย

แทนที่จะทำการตลาดแบบกว้างๆ ซึ่งใช้เงินมากกว่า เปลี่ยนมาเป็นเจาะจงกลุ่มเป้าหมายให้เฉพาะเจาะจงเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กับต้นทุนที่ต่ำลง

ก่อนอื่นเลยนั้น เราควรจะมาหาสาเหตุกันก่อนว่า อะไรคือสาเหตุที่เราต้องใช้เงินทุนปริมาณมากสำหรับลูกค้าใหม่ๆ แต่ละคน ซึ่งสาเหตุโดยส่วนมากนั้น มักเกิดจากการที่บริษัทหรือองค์กรใช้จ่ายเงินไปกับการทำ marketing แบบไม่คุ้มค้า และมักเสียเงินส่วนนี้ไม่กับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยคำว่า ไม่คุ้มค่า” ที่ว่านี้เกิดจากการที่บริษัททุ่มเงินไปกับการโปรโมท และทำ Campaign ต่างๆ แบบกว้างๆ ไม่เจาะจงเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ทำให้เราต้องเสียเงินในปริมาณมากไปกับกลุ่มคนที่ไม่ได้สนใจในสินค้าเราเลย

Target-Customer

2. แบ่งระดับลูกค้าให้ออก

อาจฟังดูแย่กับความคิดที่จะ เลือกปฏิบัติกับลูกค้าไม่เท่ากัน” แต่ในความเป็นจริงคือความต้องการและความสามารถในการใช้จ่ายของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันจริงๆ ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลากับกลุ่มคนที่ไม่น่าจะเป็นลูกค้าเราได้ ลองใช้เวลาตรงส่วนนั้นมานั่งวิเคราะห์ถึงระดับลูกค้าอย่างจริงจังดีกว่าว่าลูกค้าประเภทไหนที่มีแนวโน้มจะใช้บริการ หรือเลือกซื้อสินค้าของเรามากกว่านั้น ควรได้รับการดูแลที่ดีกว่ามากน้อยเพียงใด

clothing-store-585x300

3. วิเคราะห์การโปรโมทอย่างมีระบบ

การวิเคราะห์ข้อมูลว่าการทำการตลาดของเรามีคนเห็นมากน้อยเพียงใด ช่วยให้เราตัดสินใจเลือกใช้สื่อประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

เคยลองคิดดูไหมว่าที่ผ่านมานั้นเราได้ลงทุนกับการโปรโมทไปกับอะไรบ้างใน Facebook แล้วเคยลองคิดต่อไปไหมว่าสื่อแต่ละชนิดที่เราเคยลงทุนไปนั้นมีการผ่านตาคนไปจำนวนเท่าไร เพราะตัวเลขเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญเพื่อนำมาคิดว่าเงินที่ลงทุนไปกับโฆษณาเหล่านี้นั้นคุ้มค่ามากหรือน้อยเพียงใด

ถ้าสำหรับสื่ออย่างหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารนั้นสามารถวิเคราะห์ตัวเลขได้จากปริมาณของคนที่รับหนังสือพิมพ์ฉบับที่เราลงโฆษณาว่าในแต่ละวันที่แต่ละเดือนมีจำนวนเท่าใด ไม่ต้องลงลึกถึงขนาดว่ามีใครเปิดดูหน้านั้นๆ บ้าง ส่วนสื่อโทรทัศน์หรือวิทยุนั้นก็จะสามารถวัดได้จากตัวเลขเรทติ้งที่ทางสถานีบอกกับเรา และสำหรับการใช้แบนเนอร์บนเว็บไซต์หรือโลกออนไลน์นั้นก็จะยิ่งวัดได้ง่ายขึ้นจากตัวเลขยอดวิวในแต่ละชั่วโมงหรือแต่ละวันได้ด้วย ดังนั้น Facebook เราก็สามารับดับความคุ้มค่าได้จากยอดไลค์ยอดแชร์ และ ยอด Engagement ที่เกิดขึ้นนั้นเอง

facebook-ads-stat

สำหรับการดูยอดสถิติเหล่านี้ก็ทำได้ไม่ยาก เพราะในเมนู  ads manager ของ Facebook เองก็ได้สรุปไว้ให้ดูเปรียบเทียบอยู่แล้ว

ซเมื่อนำตัวเลขทั้งหมดนี้มาวิเคราะห์แล้ว เราก็จะสามารถรู้ได้ว่าสื่อชนิดไหนที่ลงทุนแล้วคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า เพราะมีแต่จะเพิ่มอัตราเฉลี่ยต้นทุนของลูกค้าใหม่แต่ละคนอีกด้วย โดยการลงทุนกับการโปรโมทอย่างได้ผลนั้นควรทำให้เกิดกระแสบอกต่อ (Share) ในทางที่ดีให้ได้ เพราะเมื่อเกิดกระแสบอกต่อของผู้คนเกี่ยวกับสินค้าเราแล้วนั้น ก็จะช่วยลดต้นทุนในการโปรโมทลงไปได้มากอีกด้วย

เมื่อวิเคราะห์ตามหลักการทั้งหมดนี้แล้ว เราซึ่งเป็นจ้างของกิจการร้านค้าบนสื่อออนไลน์ก็จะทราบทันทีถึงความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อหาตลาดลูกค้าใหม่ว่าแบบไหนรอด ไม่รอด

ขอบคุณที่มา : sellsuki

Post by admin